Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี

เรื่องเล่าเกี่ยวกับ ผี นั้นมีมากมาย คนนั้นเคยเจอผีแบบนั้นแบบนี้มาสารพัดมากมาย แต่เราเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยสงสัยกันว่า “ผีมีจริงหรือเปล่า” “ผีปรากฎตัว ได้อย่างไร” เราไม่มีทางรู้ได้เลยหากไม่เคยเจอมันกับตัว การเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้เกิดจะเป็นการนำสิ่งเหนือธรรมชาติอย่าง ‘ผี’ มาผสมผสานเข้ากับหลักเหตุและผลอย่าง วิทยาศาสตร์’ เพื่อสร้างสรรค์หนังสยองขวัญแนวใหม่ให้แปลกและแตกต่างไปจากเดิม เรียกได้ว่าเป็น หนังผีสายวิทย์เลยก็ว่าได้

Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี เป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่องล่าสุดจากค่าย GDH ที่ได้สองนักแสดงคุณภาพจากค่ายนาดาวอย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร และ ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต มารับบทนำ ดูได้พร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม ทาง Netflix ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ Netflix Original เรื่องแรกของ GDH ที่ฉายเฉพาะใน Netflix ด้วย โดยเรื่องนี้ได้ผู้กำกับที่มีคาแรคเตอร์ต่างกันสุดขั้วอย่างกอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา เจ้าของผลงานสุดสยองอย่าง  ดูหนังไทย บอดี้..ศพ19, สี่แพร่ง และ ห้าแพร่ง และได้ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มาร่วมเป็นหนึ่งในทีมช่วยพัฒนาไอเดียสุดเจ๋งในครั้งนี้

เรื่องย่อ: การเล่าเรื่องเกิดจากที่ หมอกล้า (ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต) เคยเห็นวิญญาณของพ่อมาตั้งแต่เด็ก และได้มาเห็นผีอีกครั้งพร้อมกับ หมอวี (ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร) เพื่อนคู่หูสุดซี้แต่พวกเขาไม่ได้รู้จักผีตนนั้น กล้าจึงเกิดคำถามขึ้นว่าทำไมตัวเค้าและวีถึงเห็นผี และผีโผล่ออกมาให้เห็นเพราะอะไรทั้งที่ไม่ได้รู้จักกัน แล้วผีที่รู้จักแล้วโผล่มาให้เห็นเค้าต้องการจะบอกอะไรเรา การทดลองเพื่อพิสูจน์และค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายจึงได้เริ่มต้นขึ้น แต่การหมกมุ่นยึดติดเพราะความอยากรู้โดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี ทำอะไรด้วยความบ้าบิ่นกลับทำให้พวกเขาถลำลึกจนกู่ไม่กลับ และอาจทำให้ทั้งคู่ต้องสูญเสียมิตรภาพและคนที่ตนรักไปตลอดกาล

รีวิวความรู้สึกหลังชม (อาจมีสปอยล์)

คะแนน 7/10

คอนเซ็ปต์เรื่องนี้น่าสนใจมากประกอบกับเป็นหนังจากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง GDH จึงไม่ลังเลใจที่จะดูเลย แต่จะบอกว่าเรื่องนี้มีทั้งจุดที่ดีและจุดที่ด้อยอยู่พอสมควร จุดดีคือคอนเซ็ปต์ของเรื่อง การเปิดเรื่องและปูเรื่องทำได้ดี เล่าเรื่องได้น่าสนใจและอยากเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมทดลองครั้งนี้ มุมกล้อง ภาพ สี การเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับเหตุการณ์และการเล่าเรื่อง ส่งผลให้มู้ดแอนด์โทนดี และที่จะไม่ชมไม่ได้คือการแสดงของสองนักแสดงหลักอย่างต่อ ธนภพ และไอซ์ พาริส ที่แสดงได้สมบทบาท ดีไม่มีที่ติเลย ส่วนจุดที่ให้ติก็มีเยอะพอสมควร อย่างแรกใครที่คิดว่าเป็นแนวหนังผี สยองขวัญหรือน่ากลัวมากๆคือไม่ใช่เลย เหมือนเป็นการปูเรื่องว่าหนังนี้จะเกี่ยวกับผีและจะทำการทดลองเรื่องผีเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่มีภาพผีน่ากลัวแต่อย่างใด อย่างที่สองคือการเล่าเรื่องตอนกลางเรื่องถึงจบยังไม่ดีเท่าที่ควร เหมือนคนเขียนบทหลงประเด็นที่ตัวเองกำลังจะเล่าแล้วไปเล่าเรื่องอื่น เหมือนเป็นการออกทะเลไปไกล บทยังมีความไม่สมเหตุสมผล สุดท้ายแล้วเราก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วการทดลองนี้ได้อะไร นอกจากความสูญเสีย เพราะสุดท้ายเนื้อเรื่องกลับพูดเรื่องจริยธรรมและศีลธรรมเข้ามา

” แล้วหนังเรื่องนี้อยากเล่าอะไร? “ สิ่งที่เราพอจะตีความได้คือเรื่องของความสุดโต่ง การทำอะไรที่มากเกินไป ส่งผลเสียมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน ถ้าใครได้ดูจะเห็นได้ว่าเรื่องนี้เล่าอุปนิสัยที่ชัดเจนอยู่พอตัวของสองนักแสดงหลักอย่างหมอกล้าและหมอวี ว่าเป็นคนเอาจริงเอาจัง หมกมุ่น อยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้ จึงได้เริ่มทำการทดลองนี้ขึ้น และเลือกใช้ชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพันกับการทดลองนี้ ซึ่งรียกได้ว่าได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน ผลสุดท้ายคือเป็นตัวเราเองที่ไม่เหลืออะไรจากการกระทำเหล่านี้เลย

“ควรดูหนังเรื่องดีหรือเปล่า?” เล่ามาถึงตรงนี้แล้วเราคงบอกไม่ได้ว่าจริงๆแล้วมันหนังเรื่องนี้สนุกมากน้อยแค่ไหน แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน สำหรับเราสนุกในระดับนึงเลย เป็นเรื่องที่เราตั้งตารอที่จะดูมานาน แม้จะผิดหวังนิดหน่อย แต่การเสพงานศิลป์บางทีเราอาจจะไม่ได้เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของคนเขียนบทก็ได้ และใครกลัวผีก็สามารถดูได้อย่างแน่นอน

เรื่องย่อ การทดลองเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายกลับพลิกผัน เมื่อกล้ากับวี หมอเพื่อนคู่หูเกิดเห็น ‘ผี’ ด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก การเผชิญหน้าครั้งนี้ทำให้ทั้งคู่ต้องการค้นหาคำตอบเรื่องผีและข้อพิสูจน์เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย การหมกมุ่นยึดติดเพราะอยากรู้โดยไม่คิดหน้าคิดหลังทำให้พวกเขาถลำลึกจนกู่ไม่กลับ และอาจทำให้ทั้งคู่ต้องสูญเสียมิตรภาพและคนที่ตนรักไป

หลังจากที่ปลายปีที่แล้ว GDH ได้จัดงานแถลงข่าว GDH Xtraordinary 2021 LINE UP เพื่อเผยไลน์อัป 5 โปรเจกต์หนังใหม่ที่จะเข้าฉายในปี 2563-2564 ซึ่งในปีทีแล้ว ‘อ้ายคนหล่อลวง’ (2563) หนังเรื่องแรกของโปรแกรมนี้ก็ได้เข้าโรงฉาย และเอาเข้า Netflix เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถึงทีของหนังเรื่องที่ 2 ของโปรเจกต์นี้อย่าง ‘GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี’ ที่คราวนี้ GDH ขอหวนคืนสู่หนังผีอีกครั้ง (หลังจากห่างหายจากแนวนี้ไปสักพัก) โดยผู้กำกับ ‘กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา’ ที่ผ่านผลงานทั้งหนังผี-หนังไม่ผีทั้งหลาย ตั้งแต่ ‘บอดี้ ศพ19’ (2550), ‘สี่แพร่ง’ ตอน “ยันต์สั่งตาย” (2551) , ‘ห้าแพร่ง’ “หลาวชะโอน” (2552) ตอน “หลาวชะโอน” และ ‘รัก 7 ปี ดี 7 หน’ ตอน “14” (2555)

นอกจากจะเป็นการหวนสู่หนังผีของ GDH แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นภาพยนตร์ Netflix Original เรื่องแรกของ GDH ที่ฉายเฉพาะใน Netflix ด้วย ซึ่งนอกจากว่าจะมีข้อดีตรงที่ชมได้ทั่วโลกแล้ว ส่ิงที่หนังเรื่องนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ การดันเรตติงขึ้นไปถึง 18+ ทั้งภาพโหด ๆ และภาพความรุนแรงต่าง ๆ ใส่ในหนังแบบจัดเต็มได้กว่าหนังเรื่องอื่น ๆ ของ GDH ที่เคยมีมา

จริง ๆ พอได้ยินจั่วหัวว่าหนังเรื่องนี้เป็น “หนังผีสายวิทย์” แค่ทีเซอร์ก็น่าสนใจแล้วแหละ บวกกับความเป็น GDH ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคี่ยวกรำบทหนังแบบเข้มข้น รวมถึงการเจอกันครั้งแรกของ 2 นักแสดงแห่งนาดาวอย่าง ‘ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร’ ในบท ‘หมอวี’ หมอสุดเนิร์ดที่มีปมบางอย่างในใจ ‘ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต’ ในบท ‘หมอกล้า’ หมอมาดเท่ที่มีโปรเจกต์ลับที่อยากจะทดลองอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิญญาณและโลกแห่งความตาย และ ‘ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์’ กับการเล่นหนังครั้งแรกในบท ‘ใหม่’ แฟนหมอกล้า

ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของธีม หรือแก่นเรื่อง จริง ๆ ต้องบอกว่ามันมีความน่าสนใจและมีความเท่ในตัวของมันเองอยู่แล้วนะครับ แล้วมันก็สัมผัสได้ตั้งแต่องก์แรก ที่เราจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างมุมมองเกี่ยวกับวิญญาณ ไสยศาสตร์ที่แตกต่างกันของทั้งคู่ โอเค แม้ว่าตอนปูเรื่องแรก ๆ จะแอบรู้สึกยุกยิกกับการคุยอะไรเนิร์ด ๆ ไปบ้างกว่าจะปูเข้าเรื่องว่ามีโปรเจกต์ลับ ๆ เพื่อทดลองการปรากฏตัวของวิญญาณ และหวังว่าจะเป็นโปรเจกต์ที่ตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยระดับโลก มันก็ค่อนข้างจะมีอะไรให้รู้สึกคันหัวใจยุบยิบอยู่เหมือนกัน

ตั้งแต่ในองก์แรก เราจึงจะได้เห็นการวางโครงคร่าว ๆ การสร้างโลเกชันหลักอยู่ในที่ที่ (ว่ากันว่า) วิญญาณเยอะสุด ๆ อย่างโรงพยาบาล (เพราะคนตายทุกวันและมีห้องดับจิต) และการอธิบายอธิบายเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ว่า “ผีมีจริงไหม?” “ถ้าผีมีจริง มีอะไรที่จะวัดได้ไหม” และ “ถ้าผีมีจริง จะปรากฏตัวได้อย่างไร เมื่อไหร่?” ในองก์แรกอย่างชัดเจน รวมถึงเคมีที่เข้ากันของไอซ์และต่อ ที่แม้ว่าอายุจะห่างกันพอสมควร แต่ก็เรียกได้ว่าดูมีความเข้าขากันในระดับที่น่าสนใจ ทั้งหมดนี้จึงทำให้ในองก์แรกนั้นมีสถานะเป็นหนังแนวลี้ลับ ผสมสืบสวนสอบสวน (มีคอมเมดี้แทรกเล็กน้อย) ที่ดูพอจะเข้าใจในเจตนาและวิธีการของตัวละครได้ในระดับหนึี่งเลยทีเดียว รวมถึงความพยายามในการประคับประคองประเด็นความเชื่อระหว่างพุทธกับผี จนเรียกได้ว่าดูแล้วนึกถึง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ (2560) ได้ในแวบหนึ่งเหมือนกันนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*