4 Graphic Design ไอเดียสำหรับ Social Media ปี 2020

บทความนี้เลยรวบรวม 4 Graphic Design ไอเดียสำหรับ Social Media เพื่อปรับใช้ไปกับสีแห่งปีเหล่านี้ได้ต่อไปและช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับ feed ของกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วย

1.Minimalism

แม้ graphic แนว minimal จะใช้กันมาหลายปีแล้ว เราได้เห็นหลาย ๆ แบรนด์ออกแบบเว็บไซต์หรือ landing page เป็นแนว minimal กันพอสมควร แต่ต้องยอมรับว่าบน Social media เราไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่นะครับ อาจจะเป็นเพราะนักการตลาดและนักออกแบบเองกลัวว่าแนว minimal จะไม่สามารถดึงความสนใจให้กลุ่มเป้าหมายหยุดดูหรือลดความเร็วการไถ feed ลงไปได้ (หรือศัพท์ทางการที่เรียกว่า ‘Power of Thumb Stopping’)

แต่ผมเชื่อว่าถ้าคาแรคเตอร์ของแบรนด์เอื้ออำนวยและตรงกับจริตของกลุ่มเป้าหมาย แนว graphic แบบเรียบ ๆ ให้ความสำคัญกับ white space แบบนี้น่าจะมีพลังดึงดูดพอไม่มากก็น้อย

2. Branded Animation

จากที่เราเห็นกันแล้วในปี 2019 นี้ที่การนำเสนอเนื้อหาแบบ light-weighted motion หรือวิดีโอสั้น ๆ ได้ผลที่ดีสำหรับการสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเมื่อมันเป็น format ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ครับ ซึ่งคือ mobile-first หรือ mobile-only นั่นเอง

ดังนั้น ในปี 2020 เราน่าจะลองเขยิบไปอีกขั้น มาลองทำ branded animation กัน โดยอาจจะทำเป็น Gif หรือวิดีโอก็ได้นะครับ เพิ่มความน่าสนใจในการนำเสนอ branded content บนสื่อ social media ของเรา นอกจากไม่เหมือนใครแล้วคู่แข่งยังกอปปี้ไม่ได้ด้วยนะครับ

3. เล่นกับ Font แนว Simple but Bold

จะว่าไป Design แนวนี้ก็เหมือนพาดหัวหรือ headline ในการออกแบบเว็บไซต์นะครับ เราลองเอาลูกเล่น typography แนวนี้มาใส่ใน social media กันดูบ้าง ใช้ font แนวเรียบ ๆ และใส่ความหนาให้มันแบบสุด ๆ หมดยุค font แนวลายมือเขียนหรือแนวบาง ๆ เบา ๆ แล้วละครับ สองสามปีที่ผ่านมาใช้กันเยอะพอสมควร กลับไปสู่สามัญกันดีกว่า

อย่างไรก็ดีสำหรับบน Facebook ถ้าจะเล่นแนวนี้ ระวังเรื่อง 20% Text ด้วยนะครับ เดี๋ยวจะซื้อโฆษณาไม่ผ่านเอา ลองจัดวางกันดูน่าจะได้แนวเท่ห์ ๆ สำหรับแบรนด์ของเราก็ได้ครับ

4. แนว Abstract ชวนฝัน

แน่นอนว่าถ้าเล่นแนวนี้จะต้องทำให้ผู้ใช้งานหยุดดูได้แน่ ๆ ครับ เพราะมันแปลกใหม่ต่างจากรูปภาพจริงหรือภาพวาดแนวสมจริงที่เราเห็นกันบ่อย ๆ บนสื่อ Social ลองวาดภาพขึ้นมาเองแนว abstract หรือเกินจริงชวนฝันดูบ้างครับ ถ้าแบรนด์ของเรามีคาแรคเตอร์ขึ้เล่นหน่อย ๆ ไม่ซีเรียสมาก การใช้ภาพวาดแนวนี้น่าจะสร้างความแตกต่างได้มากทีเดียว ทั้งจากคู่แข่งและแบรนด์อื่น ๆ ที่ล้วนต้องการดึงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายใกล้ ๆ กันกับเราบนสื่อ Social media นั้นเอง

Graphic Design Trend 2020

1. Typography Approaches

ในที่สุดแบรนด์ต่าง ๆ ก็มีความกล้าหาญในการออกแบบด้วยตัวอักษร (Typographic Design) เพียงอย่างเดียว เพื่อทำหน้าที่ในลักษณะเป็นภาพหลักทางการสื่อสาร และมีแนวโน้มที่จะได้เห็นธุรกิจจำนวนมากยอมรับเทรนด์นี้ในปี 2020 โดยเฉพาะแบรนด์สมัยใหม่

เราได้เห็นการใช้งาน Typography และ Typefaces สำหรับกำหนดองค์ประกอบในการสร้างแบรนด์มากขึ้น โดยนักออกแบบจะทำงานด้วย Typography มากขึ้น เพื่อสร้างองค์ประกอบที่เป็นนวัตกรรมและทันสมัยมากขึ้น

เทคนิค Typography จะมีประสิทธิภาพอย่างมาก ในการช่วยให้แบรนด์สามารถส่งสารผ่านข้อความที่เรียบง่าย ชัดเจน และมีเอกลักษณ์ มันเป็นวิธีการที่ดีสำหรับแบรนด์ ที่สื่อสารได้อย่างตรงประเด็น ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นกระแสหลัก โดยรูปแบบจะมีความสร้างสรรค์มากขึ้นในปี 2020

2. Visual Storytelling & Illustration 

หลายปีที่ผ่านมาภาพประกอบเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่ชัดเจนที่สุดในการออกแบบ  โดยจุดเด่นของภาพประกอบคือ การตีความแนวคิดออกมาเป็นภาพที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้น นอกจากนั้นภาพประกอบที่ดีบางครั้งอาจให้เกิดความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ให้กับแนวคิดของเนื้อหาในการถ่ายทอดข้อความได้มากขึ้น

ส่วนการเล่าเรื่องในการออกแบบนั้น จะเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ใช้ในการเดินทางบนแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ง่ายและราบรื่นเท่าที่จะเป็นไปได้ (ในการออกแบบ UX) เรื่องราวที่ดีช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจผลงานออกแบบได้ง่ายขึ้นในการบอกเล่าเรื่องราว

เราสามารถใช้ตัวละครที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ โดยที่เรายึดถือลักษณะที่เราสร้างเรื่องราว และความสับสนจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบของเรา (การออกแบบ UI) นี่คือพื้นฐานในการเล่าเรื่องที่จะถูกนำมาใช้สำหรับงาน Graphic Design มากขึ้น เพราะปัจจุบันผลงานจะอยู่ในรูปของ Digital Product มากขึ้น

3. Minimal & Flat Design  Style

ในหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นเทรนด์การออกแบบเรียบง่าย หรือที่เรียกว่า Minimal Design และ Flat Design ซึ่งครองโลกของดิจิตอล และเทรนด์นี้น่าจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อเข้าสู่ปี 2020  เพื่อให้สอดคล้องกับการแสวงหาความโปร่งใสและความสุจริต อันสืบเนื่องมาจากนโยบายทางการตลาดสมัยใหม่ที่ผู้รับสารต้องการการสื่อสารที่จริงใจ โปร่งใส ตรงไปตรงมา

การออกแบบจึงมีลักษณะ ขจัดลูกเล่น เทคนิคพิเศษ หรือการปรุงแต่งต่าง ๆ ออกไป เพื่อนำการออกแบบไปสู่การนำเสนอที่ง่ายและตรงไปตรงมามากขึ้น

Flat Design ที่มีลักษณะการใช้แม่สีหลัก ภาพประกอบแบบ 2 มิติ และตัวอักษรที่อ่านและใช้งานง่าย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องในเชิงหน้าที่การใช้งาน (Function) โดยประโยชน์หลักของ Flat Design ที่สำคัญคือช่วยให้ผู้ใช้โต้ตอบกับ Interface และค้นหาเนื้อหาที่กำลังมองหาได้อย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ Flat Design จะมีจุดต้นกำเนิดมาจาก Digital Platform แต่หลักการนี้ เริ่มมีอิทธิพลต่อสื่อแบบดั้งเดิมเพิ่มมากขึ้น ดังที่เห็นได้จากเนื้อหาแบบสื่อสิ่งพิมพ์ที่ถูกแบ่งออกเป็นลำดับชั้น เป็นมิตรกับผู้ใช้ และเข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายขึ้น

อาจกล่าวได้ว่า อะไรก็ตามที่ต้องทำงานผ่านสื่อกลาง (Medium) การคำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้ผ่านการออกแบบ UX (User Experience) จะถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับนักออกแบบกราฟิกในปี 2020 ที่จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น ความท้าทายของนักออกแบบคือจะใช้ Flat Design ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาและไร้อารมณ์ นั้นให้มีความน่าสนใจได้อย่างไร

4. 3D Style

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการออกแบบจำนวนมากได้สร้างความรู้สึกแบบ 3 มิติ ให้กับผู้ชมโดยการรวมองค์ประกอบของตัวอักษร รูปภาพ และรูปทรงแบบต่าง ๆ ซึ่งมักสะท้อนถึงการสร้างแบรนด์เพื่อสร้างความลึก ความมีชีวิตชีวา และช่วยให้การออกแบบที่ดูวัยรุ่น ทันสมัย มีสุนทรียะในการมองโลกในแง่ดี รวมทั้งสื่อถึงความทันสมัยได้

ถ้าอยากรู้ว่า เทรนด์การออกแบบ มีอะไรบ้างตามมาดู คาดการณ์ เทรนด์ Graphic Design 2020 กันดีกว่า

1. Black Shade & Dark Mode

สังเกตได้ว่า Application หรือ Website ต่างๆ จะเริ่มมี Function สำหรับการเปลี่ยนสีธีมเป็น Dark Mode กันมากขึ้น พฤติกรรมการใช้สื่อเกือบ 80% อยู่บน Devices ต่างๆ นั่นหมายความว่าผู้คนจะใช้เวลามากกว่าวันนี้ 8 ชั่วโมงต่อวัน ในการมองหน้าจอ

เทรนด์การออกแบบ Black Shade & Dark Mode จะเน้นให้เราสามารถอ่านข้อความต่างๆได้ดียิ่งขึ้น และปรับเปลี่ยนสีการแสดงผลให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ในปัจจุบันเช่น ห้องมืด, กลางแจ้ง เป็นต้น

2. 3D depth and realism

อย่างที่เกริ่นเอาไว้ในตอนต้นว่า VR เป็นสิ่งที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน และปัจจัยนี้เลยส่งผลให้เทรนด์ Graphic Design 2020 นั้นโฟกัสไปที่งาน 3D ภาพเสมือนจริงมากขึ้น ช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมาเราอยู่กับ Flat Design กันมาอย่างยาวนาน

ในปี 2020 เทรนด์เริ่มเปลี่ยนให้งาน Graphic และ UI เป็นในทิศทาง 3D ภาพเสมือนจริง เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีในอนาคตอันใกล้นี้

3. Monochrome

คุมโทนด้วยสีเดียวหรือสีในเฉดเดียวกัน 2 ปีก่อนเทรนด์ที่มาแรงก็คือ Duo Tone โดยเทรนด์นี้จะสัมพันธ์กับเรื่อง Black Shade & Dark Mode ที่จะเน้นการใช้สีหลักและสีคู่ตรงข้ามในการออกแบบ

4. Shiny metals

เทรนด์นี้กลับมาสู่งานสิ่งพิมพ์กันบ้างนั่นก็คือการใช้วัสดุโลหะในการออกแบบ เป็นเทรนด์ที่มาแรงในฝั่งของการออกแบบ Corporate Identity และงานผลิตภัณฑ์ต่างๆ สีที่นิยมนำมาใช้กับเทรนด์นี้จะเป็นสีทองและเงินที่ทำให้งานออกแบบดูมีมูลค่ามากขึ้น

5. Typography craze

รูปแบบของตัวอักษรจะหลากหลายและสนุกมากขึ้น โดยเทรนด์นี้จะเน้นการเอารูปแบบกราฟิกต่างๆมาประกอบในตัวอักษรเช่น Geometric shapes หรือ ลวดลายการวาดเส้นต่างๆ รวมถึงการจัดรูปแบบตัวอักษรให้ไม่แข็งทื่อและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้พบเห็นอย่างเช่นบนป้ายโฆษณาต่างๆ

6. Image and text masking

การฝังภาพเข้าไปในลวดลายต่างๆเป็นที่นิยมมากในช่วงนี้ เพราะจะช่วยสร้างสรรค์ให้การวางองค์ประกอบของงานออกแบบดูไม่จำเจและมีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้นึ

7. Line art

ลายเส้นแบบ Minimal ไม่ซับซ้อนทำให้งานดูมีความหมาย เรามักจะเห็นงานที่เป็นสไตล์ลายเส้นมากขึ้นทั้งในส่วนของงาน Motion และ Website ที่ปกติแล้วมักจะเห็นแค่ในงาน Art เท่านั้น

8. Collages of drawings and photos

เพิ่มความสนุกบนภาพถ่ายด้วยลาเส้นขยุกขยิก (Doodles) ลายเส้นไม่จำเป็นต้องสวยขอแค่เป็นสไตล์ที่ทำออกมาแล้วให้งานออกแบบดูสนุกขึ้นโดยไม่ต้องมีความหมายก็ได้

9. Simplified illustrations

ลายเส้นและรูปทรงที่เข้าใจง่ายๆ เรามักจะเห็นการนำมาใช้สื่อความหมายบนเว็บไซต์ต่างๆแทนที่รูปภาพมากขึ้น ลายเส้นจะทำเป็น Concept ที่มีความหมายหรือไม่มีก็ได้ เน้นไปที่ความสร้างสรรค์และความสวยงามของงาน

10. Isometric illustrations

ลายเส้นแบบมีมิติความลึกและความหนาเป็นที่นิยมใช้กันมากในงาน UI และ Interactive จริงๆแล้ว Isometric illustrations ถูกใช้กันมานานมากตั้งแต่งาน Infographic ช่วงแรกเริ่ม แต่มิติของงานจะมีไม่เท่าในปัจจุบัน

11. Earthy colors

สีโทนธรรมชาติที่ดูแล้วให้ความรู้สึก Vintage ที่พอมองจะให้ความรู้ลึกเมหือนยุค 50s ที่ยังคงความคลาสสิคเอาไว้ตลอดการ

12. Patterns and textures

เพิ่มรายละเอียดบนพื้นหลังของงานออกแบบด้วย Patterns and textures ถ้าหากงานขาดลายละเอียดและอยากเพิ่มมิติลองนำเทรนด์นี้ไปปรับใช้ดู

13. Geometric designs

ประยุกต์รูปทรงเรขาคณิตเข้ากับงานออกแบบ งานออกแบบมีพื้นฐานมาจากงานศิลปะ การใช้รูปทรงเรขาคณิตเข้ามาประกอบกับงานออกแบบคือการ Back to Basic ผสมผสานพื้นฐานการออกแบบและเทรนด์เข้าด้วยกัน

14. Liquids

ถ้า Geometric คือรูปทรงที่มีมุมและรูปร่างชัดเจน Liquids คือกราฟิกแบบที่ไม่มีรูปทรงที่ชัดเจน เปรียบเสมือนของเหลวที่มีการไหลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกราฟิกสไตล์นี้เหมาะกับงานที่เน้นความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก

เทคนิค Texture Gradients เพิ่มรายละเอียดให้งานกราฟิกไม่จืดชืด

เบื่อแล้วกับภาพกราฟิกแบบเดิม ๆ ที่มีความแบนเรียบเป็นแผ่นๆ คุณสามารถเติมความน่าสนใจให้งานกราฟิกของคุณด้วยเทคนิค Texture Gradients ที่ทั้งสวยและง่ายดายเพียงไม่กี่คลิก ด้วยการใช้แถบเครื่องมื่อที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วอย่างเครื่องมือ Effect โดยการสร้างเงาให้กราฟิกอย่างการใช้ Textur เริ่มต้นด้วยขั้นตอนง่ายๆ

โดยขั้นตอนแรกให้สร้างภาพเวกเตอร์ที่ต้องการ เสร็จแล้วคลิกเลือกชิ้นส่วนที่ต้องการใส่เงา กด ctrl+C เพื่อ copy เวกเตอร์ที่เลือก ตามด้วย ctrl+F เพื่อวางเวกเตอร์ทับตำแหน่งเดิม

คลิกที่เครื่องมือ Gradient จะมีแถบขึ้นมาให้ปรับค่าสีขาวเป็น 0% ปรับมุมของ Gradien ได้ตามต้องการทั้งแบบ Linear และ Radial

ไปที่แถบเมนู Effect>Texture>Grain

จะมีหน้าต่างขึ้นมาปรับค่า Intensity และค่า Contrast ตามความเหมาะสมคลิก Ok

เมื่อออกมาหน้าหลักให้เลือกปรับ Opacity เป็น 20% หรือตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถตกแต่งเพิ่มเติมด้วยการสร้างเงา เพียงเท่านี้ก็จะได้ถาพเวกเตอร์ที่มีมิติและมีความน่าสนใจด้วยเทคนิค Texture Gradients

สำหรับงาน Texture Gradients เป็นเทคนิคง่ายๆที่ช่วยให้ภาพที่ดูแบนเรียบ กลายเป็นภาพที่มีมิติมากขึ้นแถมยังช่วยดึงดูดความสนใจได้มากกว่าเมื่อเทียบกับภาพเวกเตอร์ธรรมดา เทคนิคTexture Gradients นอกจากใช้ในงานภาพเช่น โปสเตอร์ งานภาพกราฟิก ยังสามารถใช้ในงานเว็บไซด์ได้อีกด้วย 

ถ้าอย่างนั้นแล้วมันเหนือกว่าการทำ Graphic Design ธรรมดาตรงไหนล่ะ?

เข้าถึงความรู้สึกผู้บริโภคได้มากกว่าภาพนิ่งธรรมดา
ภาพนิ่ง หรือภาพกราฟิกแบบเดิม สามารถเล่าเรื่องและสื่อความหมายได้ระดับนึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าในสิ่งที่เราสื่อสารทั้งหมด โดยเฉพาะเนื้อหาที่เป็นความรู้ การให้ข้อมูลต่างๆ นอกจากนี้แล้ว โมชั่นกราฟิกยังสามารถสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ได้ด้วย เช่น ภาพเคลื่อนไหวของโลโก้แบรนด์ ภาพตัวการ์ตูน หรือสินค้า ที่ขยับดุ๊กดิ๊ก เพื่อสร้างภาพจำให้ลูกค้า เป็นต้น

เล่าเรื่องได้ชัดเจนกว่าภาพนิ่ง
ในภาพนิ่ง 1 ภาพ ผู้รับสารอาจตีความไปได้หลากหลายความหมาย แต่โมชั่นกราฟิกจะเหมือนน้องๆวิดีโอ ทำให้เห็นเรื่องราว การตีความชัดเจน ตามใจที่เราอยากจะสื่อได้มากกว่า

เห็นได้จาก โฆษณาสินค้าของแบรนด์ดังต่างๆ นิยมใช้การทำคอนเทนต์ภาพเคลื่อนไหวกับตัวสินค้า และองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อดึงดูดให้คนสนใจ และบอกเล่าคุณประโยชน์ของสินค้าไปในตัว

ทำให้คอนเทนต์ไม่น่าเบื่อ
เพราะเป็นการใช้ภาพ เสียง และองค์ประกอบอื่นๆสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ เพื่อทำให้คอนเทนต์ที่ต้องสารสื่อสารมีความน่าสนใจมากกว่าเดิม ช่วยดึงดูดใจลูกค้าให้สนใจ ด้วย Mood & Tone และเกิดภาพจำที่ดีกับแบรนด์ได้ในระยะเวลาสั้นๆ

คอนเทนต์ภาพเคลื่อนไหวเข้าถึงผู้คนได้ง่าย และหลากหลายในคราวเดียว
เดิมคอนเทนต์ที่มีภาพประกอบก็เป็นคอนเทนต์ที่สามารถเข้าใจง่ายอยู่แล้ว แต่เราจะเห็นได้ว่าเมื่อเป็นวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว จะสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมกับคนดูได้มากกว่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*