คอนเทนต์หรืองานเขียนถือเป็น “Body” หรือแกนหลักของการทำ SEO

คอนเทนต์ หรืองานเขียนถือเป็น “Body” หรือแกนหลักของการทำ SEO เพราะคอนเทนต์คือสิ่งที่ผู้เสิร์ชมองหา และงานเขียนคือคำตอบที่เว็บไซต์จะมอบให้กับพวกเขา ในฟากของ Search Engine เอง ก็ทำงานโดยการมองหา (Crawl) เนื้อหาหรืองานเขียนจาก “Keyword” ที่มีคนเสิร์ชเข้ามา งานเขียนจึงมีส่วนสำคัญต่อการทำ SEO อย่างยิ่ง

หลักการเขียน SEO คืออะไร
หลักการเขียนเพื่อ SEO จึงหมายถึง การทำคอนเทนต์หรือบทความให้ถูกเสิร์ชเจอง่ายๆ บน Search Engine โดยการทำคอนเทนต์ให้เกี่ยวข้อง มีคุณภาพ มอบคุณค่าให้กับคน และ Search Engine หาเจอ

พูดง่ายๆ ก็คือการทำคอนเทนต์ให้ติดอันดับดีๆ บนหน้าเสิร์ช ซึ่งถ้าคอนเทนต์ถูกหาเจอได้ง่าย ก็เหมือนเว็บไซต์ได้รับยอดผู้ชมเว็บไซต์ (Traffic) มาโดยที่เราไม่ต้องเสียเงินโปรโมตอะไรมาก

SEO เกี่ยวข้องอย่างไรกับนักเขียน
แน่นอนว่า คอนเทนต์ที่มี SEO ที่ดี ต้องเริ่มจากนักเขียนเป็นคนช่วยทำ จะมองว่าเป็นเรื่องของนักการตลาดอย่างเดียวไม่ได้ (เพราะนักการตลาดอาจรู้เรื่อง SEO แต่อาจจะเขียนออกมาไม่ได้อย่างนักเขียน)

ในฐานะของนักเขียนออนไลน์ SEO คือ หนึ่งในสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้ เพราะจะช่วยให้งานเขียนโลดแล่นบนโลกดิจิทัล ลองคิดดูว่าถ้างานที่เขียนของเราสามารถติดอันดับ Google เสิร์ชกี่ครั้งก็เจอ ในทางหนึ่งก็ดีต่อเว็บไซต์และ SEO ในภาพรวม และในทางหนึ่งมันก็น่าภูมิใจใช่ไหม

อยากเริ่มต้นเขียนบทความ SEO แล้ว ต้องรู้อะไรบ้าง?

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนหรือเป็นคนที่ปลูกปั้นทำเว็บไซต์ทำบล็อกของตัวเอง เทคนิคการเขียน SEO ต่อไปนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณทะยานไต่อันดับไปอยู่หน้าแรกๆ ได้แน่นอน

เทคนิคเขียนบทความ SEO ให้ติดอันดับเป็นอมตะบน Google
1. ทุกๆ บทความต้องมี Keyword
Keyword คือ ‘คำสำคัญ’ หรือ ‘วลีสำคัญ’ ที่เราอยากให้คนเสิร์ชเจอด้วยวลีนี้

เมื่อก่อนเวลาจะเขียน บทความเราอาจคิดแค่ชื่อเรื่อง โครงเรื่อง และเล่าเรื่องไปตามนั้น แต่เมื่อมาเขียนบทความออนไลน์ เราควรตั้งต้นว่าเขียนเพื่อใคร แล้วเรื่องที่เราจะเขียน เขาจะค้นหาด้วย Keyword อะไร

ยกตัวอย่างมุมมองการเลือกคีย์เวิร์ด
เขียนในสิ่งที่อยากนำเสนอ
ส่วนใหญ่แล้ว เริ่มง่ายๆ ว่าเราจะเขียนเกี่ยวกับอะไร ประเด็นนั้นล่ะ คือ Keyword เช่น Content Shifu จะเขียนเกี่ยวกับ การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress คีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ก็อย่างเช่น “การสร้างเว็บไซต์” “WordPress” เป็นต้น

คิดในมุมผู้ใช้ คนที่สนใจบทความนี้ น่าจะสนใจอะไร
นอกจากเราหา Keyword ในมุมของเราแล้ว ลองคิดเพิ่มว่าในมุมของคนที่จะเสิร์ชเข้ามา จริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร เช่น ถ้าเราจะเขียนเรื่องการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress สิ่งที่คนน่าจะค้นหาเข้ามาก็อย่างเช่น “ทำเว็บไซต์ด้วยตัวเอง” “วิธีสร้างเว็บไซต์” “วิธีใช้ WordPress” เป็นต้น

Tips

เราสามารถเลือกใช้ Keyword ที่เราต้องการร่วมกับ Keyword อื่นๆ ที่คิดว่าคนน่าจะเสิร์ชมาใช้ร่วมกันได้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งโฟกัสแค่ Keyword คำเดียว ก็จะเพิ่มโอกาสที่คนจะเสิร์ชเจอบทความของเรา
เราเรียก Keyword อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องว่า “Keyword ร่วม” หรือ “Related Keyword”

ใช้ Keyword Research Tools ในการหาคีย์เวิร์ด
ตัวอย่างใน 2 ข้อแรก คือ Keyword ที่เราเริ่มต้น ‘เดาเอาเอง’ แต่ถ้าเราอยากเลือก Keyword ที่ช่วยทำอันดับเว็บไซต์ได้จริงๆ มีคนค้นหาจริงๆ การใช้เครื่องมือ Keyword Research เช่น Google Keyword Planner, Ubersuggest, Keysearch ก็จะเป็นประโยชน์มากๆ

Keyword Research Tools จะช่วยบอก Volume ปริมาณการค้นหาของคีย์เวิร์ด รวมถึงประเมินความยากในการแข่งขันของคีย์เวิร์ดนั้นๆ ด้วย และอีกประโยชน์ คือ มันเอาไว้ใช้ช่วยหาวลีที่ใกล้เคียงกันเผื่อให้เราเลือกใช้ด้วย

2. ตำแหน่งในการวาง Keyword
Google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาแต่ละส่วนไม่เท่ากัน ถ้าอยากบอก Google ว่า นี่เป็นวลีสำคัญนะ ก็ให้ใส่ Keyword เข้าไปในจุดสำคัญทั้ง 5 ตำแหน่ง ดังต่อไปนี้

Title หรือ ชื่อบทความ
URL ชื่อลิงก์ของบทความ (เรียกอีกอย่างว่า Slug)
ถ้าคีย์เวิร์ดของคุณเป็นภาษาอังกฤษ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดเป็นภาษาไทย คุณอาจจะต้องเลือกระหว่างไม่ใส่มันลงไป กับใช้ไปเลย ซึ่งข้อเสียคือ URL จะไม่สวยและอาจเละได้เวลาเอาไปแชร์

Description หรือ คำบรรยายบทความ
โดย Default แล้ว หมายถึงย่อหน้าแรก แต่เราก็สามารถปรับเปลี่ยน Description เองได้เหมือนกัน ถ้าคุณใช้ WordPress ก็สามารถโหลด SEO plugin เช่น Yoast SEO แล้ว Edit แก้ไขได้

Headings หรือ หัวข้อต่างๆ
Headings สำหรับทำ SEO ในบทความ

ชื่อภาพ และ Alt Text ของภาพ
หลายๆ คนอาจไม่ทราบว่า ชื่อของรูปภาพก็ส่งผลต่อ SEO ด้วย ก่อนอัปโหลดควรตั้งชื่อให้มีคีย์เวิร์ด และเมื่ออัปโหลดเข้าไปแล้ว ให้คลิกแก้ไขรูปภาพ และใส่คีย์เวิร์ดใน Alternative Text ด้วย (ปกติแล้ว Alt Text มีไว้สำหรับเวลาที่ภาพโหลดไม่ขึ้น ก็จะโชว์เพื่อบอกว่ารูปภาพนี้เกี่ยวข้องกับอะไร)

การแทรก Keyword เข้าไปในตำแหน่งยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ตำแหน่งข้างต้น อาจดูเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่เทคนิคนี้ก็ต้องอาศัย ‘ความคิดสร้างสรรค์’ เพื่อทำให้ข้อความยังมีความเป็นธรรมชาติ อ่านแล้วน่าสนใจ ซึ่งจุดที่ยากที่สุดน่าจะเป็นการเขียนหัวข้อ Heading
ยกตัวอย่างเช่น คนขายผลไม้อยากจ้างเราเขียนบทความซึ่งมีไอเดียว่า “4 ผลไม้ ลดความอ้วน” (Keyword คือ “ลดความอ้วน”) โดยเนื้อหาจะต้องพูดถึงผลไม้ 4 ชนิด ได้แก่ 1.แอปเปิ้ล 2.มะละกอ 3.กล้วย 4.ส้ม เราอาจเขียน Heading ว่า
ลดความอ้วน ด้วยแอปเปิ้ล
มะละกอ ช่วยขับถ่าย ลดความอ้วน
กล้วยหอม อิ่มท้อง ไม่ต้องอด
ลดน้ำหนัก แถมหวานฉ่ำ ต้องกินส้ม
ถ้าเราใส่คีย์เวิร์ดได้ก็ใส่ ถ้าเยอะไปก็เปลี่ยน ใส่พวก Related Keyword หรือคำที่มีความหมายใกล้เคียงเข้าไปแทน

3. ปริมาณและการกระจายตัวอย่างเป็นธรรมชาติของ Keyword
แน่นอนว่าคีย์เวิร์ดไม่ได้ใส่ลงไปในจุดยุทธศาสตร์ทั้งห้าอย่างเดียว แต่ควรมีเขียนถึงในเนื้อบทความบ้าง

เราใช้คำว่า “บ้าง” แปลว่า ไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะ Google จะมองว่าเราพยายามใส่มากเกินไป คำแนะนำส่วนใหญ่บอกว่า Keyword density ไม่ควรเกิน 2.5% ซึ่ง Keyword density หมายถึง สัดส่วนของคีย์เวิร์ดเมื่อเทียบกับปริมาณ Text ทั้งหมดในบทความ

คำแนะนำคือ ถ้าเป็นไปได้ เราควรใส่คีย์เวิร์ดในประโยคแรกของบทความ จากนั้นคือให้กระจายหลวมๆ ทั่วทั้งบทความ

ใน WordPress วิธีดู Keyword density ก็สามารถใช้ SEO plugin อย่าง Yoast SEO ตรวจสอบได้เช่นกัน

4. เขียนบทความคุณภาพ คือ การทำ SEO ที่ดีที่สุด
Search Engine ระดับโลกย่อมต้องการให้ผลลัพธ์การค้นหาของตนถูกใจผู้ใช้ผู้อ่าน นั่นหมายความว่าระบบจะต้องอยากนำเสนอคอนเทนต์ที่เขาคิดว่ามีคุณภาพ

แล้ว Google รู้ได้ยังไง ว่าบทความไหนมีคุณภาพ?

มีหลายเรื่องให้มองมาก แต่ขอยกตัวอย่างมา 3 ปัจจัยพื้นฐาน ดังนี้

ความยาวของบทความ
บทความที่ยาว มีแนวโน้มจะเป็นบทความที่มีคุณภาพ บ่งบอกว่า “ไม่ได้มาเล่นๆ” ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านบอกว่าถ้าเป็นไปได้ซัก 500 – 700 คำ กำลังดี แต่สำหรับชเราแนะนำว่าควรอยู่ที่เฉียดๆ 1,000 คำขึ้นไป

บทความสดใหม่ (Original Content)
คำว่าสดใหม่มีสองนัย คือ เขียนขึ้นเอง ไม่ซ้ำใคร (และต้องไม่ก๊อปปี้หรือเอาบทความอื่นมาเขียนใหม่ด้วย) กับอีกนัยนึง คือ เขียนก่อนใคร

ยอด Engagement บน Social Media
โดยเฉพาะถ้าบทความของคุณได้รับการแชร์เยอะๆ ก็จะมีผลต่อ SEO สูงมาก หากบทความของคุณมีประโยชน์จริงๆ หรือทำให้ผู้อ่านประทับใจได้ เชื่อว่าผู้อ่านต้องอยากแชร์

5. ความสม่ำเสมอและคอยอัปเดตคอนเทนต์
บทความที่ตั้งใจเขียน เช็คแล้วเช็คอีกว่าดีกับ SEO หรือเปล่า อาจไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่หวัง เพราะขาด ‘ความสม่ำเสมอ’

เพราะกว่าเว็บไซต์จะเติบโต มี Authority สูงๆ ได้รับการยอมรับจาก Google ก็ต้องใช้เวลาสะสมประสบการณ์

ในสายตาของ Search Engine อย่าง Google คอนเทนต์ที่ลงบนเว็บอย่างสม่ำเสมอ หมายถึง เว็บไซต์ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เป็นเว็บไซต์ที่เติบโตอยู่เรื่อย เพราะมีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ (การแชร์ไปบนโซเชียลมีเดียจะช่วยให้ได้คนเข้ามายังเว็บไซต์ทันที ไม่ต้องรอ Google จัดอันดับ)

ส่วนด้าน Branding การที่เว็บไซต์ใดมีคอนเทนต์ออกมาอย่างต่อเนื่องก็ช่วยให้แบรนด์ได้ปฏิสัมพันธ์และรักษาความสัมพันธ์กับผู้อ่านเรื่อยๆ และถ้ายิ่งมีการวางแผนทำคอนเทนต์ในด้านที่เฉพาะๆ แล้วด้วย แบรนด์ก็จะยิ่งได้รับความน่าเชื่อถือ ดูเป็นผู้ชี่ยวชาญในเรื่องที่เล่า

นอกจากนี้ ถ้าทำคอนเทนต์เผยแพร่ได้แล้ว จะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องคอยเช็คอันดับเว็บไซต์ วิเคราะห์เว็บคู่แข่ง และอัปเดตคอนเทนต์ของเราให้ดีกว่า –ในสายตาของ Google คอนเทนต์ใหม่หรือคอนเทนต์ที่อัปเดตจะน่าเชื่อถือกว่าด้วย เพราะมองว่าข้อมูลจะเป็นปัจจุบันที่สุด

เวลาจะทำ SEO ให้เว็บไซต์ การปรับแต่งแค่บนเว็บไซต์ของเราไม่เพียงพอ เว็บไซต์จะแข็งแแกร่ง น่าเชื่อถือได้ก็ด้วยการบอกต่อ ซึ่งก็คือ มีเว็บไซต์อื่นๆ ลิงก์เข้ามานั่นเอง เราเรียกเทคนิคนี้ว่าการทำ “Link Building”

Link Building คือ
Link Building คือ กลยุทธ์การทำให้เว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ซึ่งจะส่งผลให้เว็บไซต์ของเราได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะสามารถเป็นแหล่งอ้างอิงให้เว็บไซต์อื่นได้ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO

การทำ Link Building นี้ ยังเรียกกันอีกอย่างด้วย คือ การทำ Off-page SEO หมายความว่า การทำ SEO นอกเว็บไซต์ของเราเอง ซึ่งต้องอาศัยทั้งศาสตร์-ศิลป์ เป็นเรื่องเทคนิค แต่ก็ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และความประณีตด้วยเช่นกัน จึงจะสามารถได้ลิงก์อ้างอิงกลับหรือ “Backlink” มาให้เว็บของเราได้

การทำ Link Building และ Backlink สำคัญอย่างไรกับ SEO
การสร้าง Backlink จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ Google และ Search Engine ตัวอื่นๆ พิจารณา

การได้รับ Backlink จะบ่งบอกถึงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และชื่อเสียงเว็บไซต์ของคุณ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Search Engine Guideline ของ Google ที่นี่) และแน่นอนว่ามันส่งผลต่ออันดับบน Google และโอกาสที่คนจะเจอเว็บไซต์ของคุณจากการ Search

ตัวอย่างเช่น ถ้าเว็บด้านการตลาดชื่อดังของประเทศไทยอย่าง Thumbsup หรือ Marketing Oops ส่ง Backlink กลับเข้ามาหา Content Shifu เพราะเห็นว่า Content Shifu มีเนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดที่น่าสนใจ Google ก็จะมองว่า Content Shifu เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพในสายการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้อันดับบน Google ของ Content Shifu ดีขึ้น

วิธีหา Backlink คุณภาพ เพื่อสร้าง Link Building ที่แข็งแกร่ง
ถ้าเว็บไซต์ได้ Backlink กลับมาเยอะๆ ก็น่าจะช่วยให้เว็บไซต์ทำอันดับได้ดีขึ้น แต่ก็ใช่ว่ เราจะทำ Backlink จากเว็บไหนก็ได่ เพราะไม่ใช่ทุกลิงก์ที่มีคุณภาพและส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อเว็บไซต์ของเรา

แล้ว Backlink คุณภาพมีลักษณะอย่างไร
Backlink ที่มีคุณภาพ จะหมายถึงเว็บไซต์ที่ลิงก์เข้ามาแล้ว Google เข้าใจเว็บไซต์ของเราดีขึ้นและมองว่าน่าเชื่อถือ และต้องเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานเว็บไซต์ด้วย

เรามีเกณฑ์ง่ายๆ วัดคุณภาพของ Backlink 3 ข้อด้วยกัน
Backlink จากเว็บไซต์ Authority สูง – ยิ่งเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรามีพลัง Domain Authority สูง เว็บไซต์ของเราก็จะยิ่งน่าเชื่อถือในสายตาของ Google (ลองเช็ค Authority เว็บไซต์)
Backlink มีความเกี่ยวข้อง (Relevant) – เว็บที่ลิงก์มาควรจะเป็นเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเรา ไม่ใช่เว็บอะไรก็ได้ เช่นเดียวกับตัวอย่างที่ Marketingoops.com ให้ Backlink มาที่เว็บไซต์ Contentshifu.com (ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน) Google ก็จะเข้าใจว่า เว็บของ Content Shifu เกี่ยวข้องกับเรื่องการตลาด
เป็นลิงก์ที่มีคนใช้งานจริง – การที่เว็บไซต์ทีคนใช้จริงนั้น แน่นอนว่า เว็บนั้นจะต้องมี Authority ที่ดีด้วยแน่ๆ และในอีกทางหนึ่ง ก็เพิ่ม Traffic คนเข้าเว็บไซต์ของเรา จาก Backlink ที่ส่งมาด้วย
DoFollow vs NoFollow links คืออะไร
ไม่ใช่ทุกลิงก์ที่ช่วยส่งเสริม SEO ให้กับเว็บไซต์ของเรา
การทำ Link Building หรือ Off-page SEO เป็นเรื่องของการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการทำให้เว็บไซต์ของเราได้ลิงก์กลับมา (Backlink) จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ซึ่ง Backlink นั้นจะแบ่งได้ง่ายๆ ออกเป็น 2 ชนิด คือ DoFollow ที่ช่วยส่งเสริมพลัง SEO และ NoFollow ที่ไม่ส่งพลังใดๆ กับเว็บไซต์ที่ได้รับ Backlink
DoFollow คือการที่เว็บนั้นๆ ส่ง Backlink หาเว็บของคุณ โดยที่เขาส่งต่อประโยชน์จาก SEO มาให้คุณด้วย ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว ถ้าเว็บนั้นๆ พูดถึงคุณภาพในบทความของเขา คุณก็น่าจะได้ DoFollow Link กลับมา
NoFollow คือการที่เว็บนั้นๆ ส่ง Backlink หาเว็บของคุณ โดยที่เขาไม่ได้ส่งต่อประโยชน์จาก SEO มาให้คุณด้วย โดยปกติแล้วลิงก์ที่เป็น NoFollow จะเป็น Link ในส่วนของคอมเมนต์ ลิงก์จากเว็บไซต์ Social Media ต่างๆ และลิงก์ที่เป็น Affiliate
ถึงแม้ว่า Backlink แบบ NoFollow จะไม่ได้ส่งผลต่อ SEO โดยตรง แต่มันก็มีประโยชน์ทางอ้อมเหมือนกัน เช่น ทำให้คนเห็นคอนเทนต์ของเรามากขึ้น นำ Traffic มาให้ได้เช่นกัน
วิธีเช็คว่าลิงก์เป็น DoFollow หรือ NoFollow
เราทำได้ง่ายๆ โดยการคลิกขวาที่ลิงก์และเลือก “Inspect” ดูโค้ด
พอกด Inspect เรียบร้อย เราก็จะพบกับโค้ดยึกยือที่อาจจะชวนปวดหัวสำหรับบางคน แต่ที่จะให้สังเกตก็คือ หา ref=”nofollowด้านหลังลิงก์ดังรูป (ซึ่งถ้าเราไม่เจอ แสดงว่าลิงก์นั้น คือ DoFollow)
7 เทคนิคการทำ Link Building กับศิลปะการหา Backlink คุณภาพ
1. ทำคอนเทนต์คุณภาพ
ก่อนที่จะไปพูดถึงเคล็ดลับ เคล็ดวิชา หรือเทคนิคอะไรก็แล้วแต่ที่ช่วยในการสร้าง Backlink สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
คอนเทนต์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์ทุกๆ คน หากแต่ว่าช่วยให้คนบางคน คนบางกลุ่ม แก้ไขปัญหาในสิ่งที่เขา หรือเธอกำลังเผชิญอยู่ หรือช่วยเพิ่มมูลค่าในสิ่งที่เขา หรือเธอกำลังทำ
และคอนเทนต์จะอยู่ในรูปแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นบทความ วีดีโอ อินโฟกราฟฟิก หนังสือเสียง และอื่นๆ ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้
ถ้ารากฐาน (คอนเทนต์) ของเราแน่นแล้ว การจะต่อยอดมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก
2. ทำ On-page SEO ให้ดี
On-page SEO เป็นสิ่งที่เราควรทำตั้งแต่ตอนสร้างเว็บไซต์ ทำ Keyword Research ก่อนเขียนบทความหรือคอนเทนต์บนหน้าเว็บ
เลือกใส่ Focus Keyword ในตำแหน่ง และปริมาณที่เหมาะสมในบทความ, ใส่ Alt Tag ที่เหมาะสมลงไปในรูปทุกรูป รับรองว่า Google จะหาคุณง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะ
อ่านเทคนิคการเขียนและการวาง Keyword ในบทความให้ดีต่อ SEO
ทีนี้พอ Google หาคุณเจอจากการที่คุณทำ On-page SEO ได้ดีแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำต่อไปก็คือการทำให้ Google รู้ว่าคอนเทนต์ และเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพผ่านการทำ Off-page SEO
3. ใช้ Infographic หรือ Slide แชร์
ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Off-page SEO แล้วละก็ ไม่ว่าจะเป็นบทความ วีดีโอ หนังสือเสียง หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่มีคอนเทนต์รูปแบบไหนที่จะสร้าง Backlink ได้ดีเท่ากับอินโฟกราฟฟิก
เพราะเมื่อเทียบ อินโฟกราฟฟิก กับ บทความ – จะเห็นได้ว่าการดูข้อมูลเป็นอินโฟกราฟฟิกนั้นย่อยง่ายและเข้าใจได้ง่ายกว่าการอ่านตัวหนังสือ
เมื่อเทียบ อินโฟกราฟฟิก กับ วีดีโอ – ถึงแม้ว่ากระแสวีดีโอกำลังมาแรง แต่การทำ Off-page SEO บนวีดีโอนั้น ไม่ได้ทำกันง่ายๆ เลย สาเหตุก็เพราะวีดีโอใช้เวลา และใช้เงินในการทำค่อนข้างสูง
อีกเหตุผลที่สำคัญมากๆ ก็คือโดยปกติแล้ว วีดีโอจะไม่ถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของเราเอง แต่มักจะถูกอัปโหลดลงบน YouTube หรือ Vimeo แทน และหลายๆ ครั้งที่วีดีโอมักจะไม่ค่อยได้ Backlink กลับมา
แต่ลำพังแค่การสร้างอินโฟกราฟฟิกอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ มันจะต้องมีสิ่งที่กระตุ้นหรือเชิญชวนให้คนที่แชร์ให้ Backlink กลับมาด้วย
4. ใช้ Social Media ช่วยด้วยสูตร 70 / 20 / 10
ถึงแม้ว่า Backlink ที่ได้กลับมาจาก Social Media จะเป็น NoFollow Backlink แต่ถ้า Social Signal เช่นจำนวน Like, Comment, Share และ Click มันมีจำนวนมากพอ Google ก็จะถือว่าเว็บของคุณมีคุณภาพ และจะส่งผลดีต่อ Off-page SEO ด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าวิธีการทำให้คน Like, Comment, Share หรือ Click มันคงจะไม่ได้เกิดจากการขาย ขาย และก็ขาย เพียงแค่นั้น เพราะโดยปกติแล้วคนไม่ได้อยากฟังสิ่งที่แบรนด์อยากจะสื่อสาร แต่เขาฟังสิ่งที่เขาอยากจะรับรู้
มีสูตรการทำคอนเทนต์บน Social Media สูตรหนึ่งจาก Social Media Examiner แนะนำให้ทำคอนเทนต์แบบ 70 / 20 / 10 คือ
70% ของคอนเทนต์ทั้งหมดบน Social Media ของคุณจะต้องเป็นคอนเทนต์ที่สร้างคุณค่า และเป็นคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายของคุณอยากฟัง
20% ของคอนเทนต์ทั้งหมดบน Social Media ที่เป็นคอนเทนต์ของคนอื่น
10% ของคอนเทนต์ทั้งหมดบน Social Media ที่เน้นไปในเรื่องของการขาย การจัดโปรโมชั่น หรือแคมเปญต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมกิจกรรมการขาย
และสำหรับประเทศไทย Social Media ที่มีคนเล่นมากที่สุดน่าจะเป็น Facebook, LINE และ Instagram ซึ่งแนะนำว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้ทั้ง 3 ตัว แต่ควรจะเลือกใช้เฉพาะตัวที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ
5. ให้คนตัวใหญ่ หรือ Influencer ช่วย
ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นธุรกิจทางด้านไอที, Startup, Marketing หรืออะไรก็ตาม ในธุรกิจต่างๆ นั้นจะมี Influencer (ผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนส่วนใหญ่) อยู่
สิ่งที่เราต้องทำก็แค่บอกให้พวกเขารู้เกี่ยวกับคอนเทนต์ดีๆ ของเราเท่านั้นเอง เช่น การเขียนอีเมลแชร์บทความหรือคอนเทนต์ที่เราคิดว่ามีประโยชน์กับเขา ถ้าเขาเห็นว่ามีประโยชน์เขาก็อาจจะแชร์ให้เราก็ได้ ซึ่งจากความน่าเชื่อถืหรืออิทธิพลที่มีต่อคนในวงหาร/อุตสาหกรรม คอนเทนต์ของเราก็อาจจะเข้าถึงคนได้มากขึ้น
นอกจากนี้ เราอาจนำคอนเทนต์ดีๆ ทั้งบทความ อินโฟกราฟฟิก ไปแชร์ใน Facebook Group ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของคอนเทนต์ ก็คือการเอาคอนเทนต์ไปเผยแพร่ต่อ Community ที่มีคนที่สนใจในเรื่องนั้นๆ ได้ เพิ่มโอกาสที่คนจะแชร์ และโอกาสที่ ‘คนตัวใหญ่’ จะเห็น
6. อาสาเขียนบทความให้แบบฟรีๆ
การที่จะรอให้เว็บใหญ่ๆ ดังๆ พูดถึง และส่ง Backlink มาหาเรานั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจจะใช้เวลานาน ถ้าคุณไม่อยากรอ วิธีการอาสาเขียนบทความ (Guest Blogging) แล้วส่ง Backlink กลับมาหาเว็บของเราผ่านตรงประวัติผู้เขียน ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่น่าสนใจ
ในช่วงแรก เราอาจจะต้องเริ่มสร้างชื่อเสียงจากการเขียนบล็อกของตัวเองก่อน รวมไปถึงการหาโอกาสในการอาสาเขียนบทความให้กับเว็บที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก
สำหรับประเทศไทย เว็บที่จะรับคนเขียนบทความให้อาจหาได้ไม่ง่ายนัก เพราะเว็บส่วนใหญ่จะไม่ได้ประกาศหานักเขียนอาสา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมแนะนำให้ทำก็คือสิ่งที่อยากแนะนำ คือ
ลองเช็คดูก่อนว่าเว็บนั้นๆ มีชื่อเสียงจริงรึเปล่า วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเช็คด้วย Open Site Explorer ของ Moz ครับ พอใส่ลิงก์เว็บที่คุณอยากจะเช็คลงไปแล้ว Moz จะประมวลผลออกมาเป็นค่า DA (Domain Authority) และ PA (Page Authority) ซึ่งผมแนะนำว่าให้คุณเขียนให้เว็บที่มีค่า DA / PA อย่างน้อยอย่างละ 15
ลองทำการบ้านดูว่ามีนักเขียนคนอื่นที่เคยมาเขียนให้เว็บนั้นๆ มาแล้วบ้างรึเปล่า และถ้าเช็คแล้วปรากฏว่ามี ลองพยายามติดต่อเว็บที่คุณอยากจะเขียนให้โดยตรงเลย ส่งลิงก์บล็อกของคุณ พร้อมผลงานในการเขียนอื่นๆ ไปให้เขาดู พร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมถึงอยากเขียน
ลองอาศัย Connection หรือพันธมิตรเว็บไซต์ ที่เราขอเข้าไปเขียนบทความและ Backlink กลับมาเว็บไซต์ของคุณได้ หรือวิธีการทำ Press Release ให้กับสำนักข่าวหรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำแล้วได้ผลดีเช่นกัน
7. ทำ Resource แจกฟรีให้คนแชร์
ของฟรีและดี คือ สิ่งที่คนอยากจะแชร์มากที่สุด
Content Shifu เองก็ทำ Resource และ Materials ต่างๆ ไว้มากมาย ทั้ง E-book, Presentation หรือ Calcula’te โปรแกรมคำนวณราคาทำเว็บไซต์
ถ้าของของเรา ‘พรีเมี่ยม’ จริง คนก็อยากจะขอบคุณและอ้างอิงส่ง Backlink กลับมาหา ยกตัวอย่างเช่น Inbound Marketing Report ที่เราจัดทำขึ้น ก็มีคนแชร์ไปกว่า 2,000 แชร์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*