SEO Search Engine Optimization

SEO คืออะไร และ การทำ SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งหมายถึงการใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในเสริชเอนจิ้น (Google) หรือที่เราชอบเรียกกันว่าทำให้เว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกของ Google และเพื่อที่จะเพิ่ม Organic Traffic ของเว็บไซต์ทั้งในส่วนของคุณภาพของ traffic และปริมาณของ traffic เว็บไซต์ของเราจะเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

การทำ SEO นั้นก็สามารถทำผ่านเทคนิคและวิธีการต่างๆ รับทำ SEO หลากหลายรูปแบบ ในภาพรวมสามารถแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ ได้คือ

On-page SEO – คือการปรับปรุงเนื้อหาและการปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจำกัดภายในตัวเว็บไซต์ ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายคือให้ Google สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น เป็นเว็บไซต์เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน เช่นมีการโหลดที่เร็ว เป็นต้น

Off-page SEO – คือการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกอ้างอิงถึง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ โดยมากอาจเน้นการสร้างลิงก์ (Link Building) ที่มีคุณภาพกลับมาเว็บไซต์ของเรา โดยเว็บไซต์ต้นทางที่เราไปสร้างลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเราควรเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเช่นกัน การสร้างลิงก์จึงจะได้ผลที่ดี

การวางกลยุทธ์ SEO (SEO Strategy)

ก่อนที่จะเริ่มใช้เทคนิคต่างๆ ในการทำ SEO นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกที่เราต้องทำก็คือ การตั้งเป้าหมายทางธุรกิจ (business goal) ของเว็บไซต์ที่เราจะทำให้

ตัวอย่างเช่น หากคุณมีธุรกิจโรงแรมเล็กๆ ริมหาด บนเกาะสมุย เป้าหมายทางธุรกิจของคุณก็อาจจะเป็น การหาลูกค้ามาพักที่โรงแรมของคุณผ่านการจองทางเว็บไซต์ หากคุณมีเว็บ ecommerce เป้าหมายของคุณก็อาจจะเป็นการขายสินค้าบนเว็บไซต์ให้ได้ปริมาณที่เพิ่มขึ้น

เมื่อรู้เป้าหมายของธุรกิจแล้ว ก็มาดูที่เป้าหมายทางการตลาดของธุรกิจต่อว่าตอนนี้เป้าหมายทางการตลาดของธุรกิจเรามีอะไรบ้าง อาจจะเป็นการสร้าง brand awareness การพยายามดึงคนให้เข้ามาเจอเว็บไซต์ของคุณเยอะๆ หรือพยายามดึงดูดกลุ่มคนใช้อินเตอร์เน็ตที่พร้อมที่จะซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว

เมื่อเรารู้เป้าหมายหลักและเป้าหมายทางการตลาดของธุรกิจแล้ว เราจึงจะสามารถเริ่มต้นวางแผนและตั้งเป้าหมายย่อยอื่นๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในการวางแผนการทำ SEO ของเราได้อย่างเหมาะสม เช่น

ทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับให้กับกลุ่ม keywords ยาวๆ ที่อาจมีคนเสริชไม่เยอะ แต่คนที่เสริชคำเหล่านี้พร้อมที่จะซื้อสินค้าและบริการอยู่แล้ว เมื่อพูดถึงการเลือก keywords ในการทำ SEO หลายๆคนยังคงยึดติดกับความเชื่อว่าต้องเลือก keywords หลักๆที่มีคนเสริชเยอะๆ ทั้งๆที่การเลือกเช่นนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณเลยก็เป็นไปได้หากเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่ไม่เคยผ่านการทำ SEO มาก่อน และคู่แข่งสำหรับ keywords หลักๆสั้นๆเหล่านั้นเป็นคู่แข่งที่มีเว็บไซต์ที่มี Domain Authority สูง โอกาสที่เว็บคุณจะขึ้นไปติดอันดับนำเว็บเหล่านี้ก็จะยากขึ้น ดังนั้น บางครั้งการเลือก keywords ยาวๆที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ และคุณมีโอกาสขึ้นหน้าแรกได้ภายในเวลาไม่นานนักจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ทำให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์มากขึ้นผ่านกลุ่ม keywords ที่อาจไม่ใช่ keywords ที่เป็นการขายสินค้าหรือบริการของเราโดยตรง (เป็นการใช้ประโยชน์จากกลุ่มคำที่มีคนเสริชหาข้อมูลเหล่านี้เยอะ เพื่อให้มีปริมาณคนเข้าเว็บไซต์เรามากขึ้น)
สร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้มีคุณภาพสูง เพื่อที่เราจะได้ติดอันดับที่สูงขึ้นใน Google ผ่านเนื้อหานั้นๆ และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเรา ผลพลอยได้ก็คือเว็บไซต์อื่นๆ อาจจะเล็งเห็นว่าเนื้อหาของเรานั้นมีประโยชน์ และอ้างอิงกลับมาหาเว็บไซต์ของเรา

เมื่อเราได้สร้างเป้าหมายทาง SEO แล้ว อีกสิ่งนึงที่สำคัญในการทำ SEO คือเราต้องรู้ว่า SEO ทำอะไรได้บ้าง และมีอะไรที่ SEO ไม่สามารถทำได้บ้าง

ตัวอย่างของสิ่งที่ SEO ไม่สามารถทำได้ก็เช่น

เห็นผลทันทีทันใจ การทำ SEO นั้นคือการการลงทุนระยะยาว อย่างน้อยที่สุดก็ 3-6 เดือนถึงจะเห็นผลพอที่จะประเมินและปรับแผน SEO ใหม่ได้ บางกลุ่มธุรกิจที่มีคู่แข่งเยอะอาจจะต้องใช้เวลายาวนานถึง 24 เดือนเลยด้วย ดังนั้นหากคุณเป็นธุรกิจที่ต้องการลูกค้าทันทีการลงทุนใน SEO อย่างเดียวอาจจะไม่เหมาะกับคุณ คุณอาจจะต้องทำ Google Ads หรือ Social Media ads ควบคู่ไปด้วย ระหว่างที่ทำ SEO เพื่อที่ธุรกิจของคุณสามารถเริ่มสร้างรายได้ได้ทันที

เพิ่มความต้องการของคำเสริชต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณให้มีคนเสริชคำเหล่านั้นมากขึ้น การทำ SEO คือการทำงานให้สอดคล้องกับ trends จริงที่เกิดขึ้น เราทำงานกับข้อมูลการเสริชที่เกิดขึ้นจริงจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต
ทำให้เกิดการซื้อขายโดยตรง การทำ SEO จะเห็นผลในขั้นต้นก็คือเห็นอันดับที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ Organic Traffic สูงขึ้น มีคนเข้าเว็บไซต์มากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นผลโดยตรงให้เกิดการซื้อขายแบบทันทีทันใจ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ SEO สามารถทำให้เกิดขึ้นได้บ้าง?

SEO สามารถดึงดูดคนที่กำลังเสริชหาข้อมูล สินค้า หรือบริการที่คุณมีอยู่บนเว็บไซต์ของให้มาเจอเว็บไซต์ของคุณได้
ควบคุมการแสดงผลของเว็บไซต์ของคุณบน Search Engine อย่าง Google ได้ ลองดูตัวอย่างด้านล่างนี้ ทุกคนคงคุ้นเคยดี เพราะเวลาเสริชหาข้อมูลอะไรในกูเกิลก็จะเจอช่องรูปร่างหน้าตาประมาณนี้ที่ประกอบด้วยไปด้วยแถวที่เป็น Title แถวที่เป็น URL และแถวที่เรียก Meta เหล่านี้คือสิ่งที่ SEO สามารถช่วยควบคุมการแสดงผลได้

หน้าตาของ search results ซึ่งเอเจนซี่ SEO จะช่วยคุณปรับปรุงในส่วนนี้ได้

หากคุณเป็นเว็บไซต์ที่ไม่เคยทำ SEO มาเลย จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเริ่มทำ SEO
โดยทั่วไปหากเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่ไม่เคยทำ SEO มาเลย ภายใน 3-6 เดือนแรก อาจสามารถที่จะติดอันดับใน Google ให้ keywords ที่เรียกว่ากลุ่ม long-tailed keywords ได้ จากนั้นระยะเวลา 6-9 เดือน อาจสามารถที่จะติดอันดับให้ keywords หลักๆ บางคำ หลังจาก 12 เดือนขึ้นไปจะเริ่มสามารถติดอันดับให้กับ keywords ที่มีคู่แข่งสูงได้มากขึ้น

เมื่อเข้าใจธรรมชาติของ SEO ในเบื้องต้นแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในขั้นต่อไปคือ การคัดเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword Research) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา

Keyword Research คืออะไร

การคัดเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword Research) เป็นการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลการเสริชจริงของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบน Google แน่นอนว่าข้อมูล Keywords เหล่านั้นมีมากมายมหาศาล ต่อให้เราพยายามจำกัดขอบเขตให้แคบลง เราก็ยังต้องมาเลือกสรรให้ดีว่าจะใช้ Keywords แบบไหนและอย่างไรบ้าง ที่จะตรงกับเป้าหมายการทำ SEO ของธุรกิจเรา

ทำไมเราถึงต้องทำ Keyword Research?

เราจะนำผลการคัดเลือกคีย์เวิร์ดที่ได้จากการทำ Keyword Research ไปประกอบการสร้างหรือปรับปรุงเนื้อหาคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของเรา จุดประสงค์ก็คือจะทำให้ง่ายที่ผู้ที่เสริชหาข้อมูลด้วย Keywords กลุ่มนั้นๆ มาเจอกับคอนเทนต์จากผลการค้นหา แต่ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ที่เสริชหาข้อมูลที่พวกเขากำลังมองหาด้วย

จะเห็นว่าการทำ Keyword Research นั้นเปรียบได้กับการช่วยพากลุ่มเป้าหมายที่อาจสนใจสินค้าหรือบริการของเราให้เข้ามาดูคอนเทนต์ แต่คุณภาพของคอนเทนต์เราจะเป็นตัวชี้วัดอีกทีว่ากลุ่มเป้าหมายอยากจะศึกษาเว็บไซต์และบริการของเราต่อ หรือกด X ออกไป

แล้วการค้นหา Keywords ที่เหมาะสมนั้น ต้องเริ่มอย่างไร?

การพยายามสร้างเพจหรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับให้ด้วยกลุ่ม keywords กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น เราจะต้องเริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เนื้อหาที่เราจะนำเสนอนั้นจะสามารถตอบคำถามหรือตอบสนองความต้องการของผู้ที่เสริชหาด้วย keyword คำนั้นได้มากน้อยแค่ไหน กล่าวคือ สิ่งที่สำคัญที่เราต้องคำนึงถึงอย่างแรกเลยก็คือ มุมมองของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต

สรุป

เราจะต้องเชื่อมโยง Keyword Research + การทำคอนเทนต์ + สิ่งที่ผู้เสริช Keywords เหล่านั้นต้องการ รวมเข้าไว้ด้วยกัน
นอกเหนือจากคุณภาพเนื้อหา ก็ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่จะทำให้การทำ Keyword Research เพื่อสร้างคอนเทนต์ของเรานั้นได้ผลที่ดียิ่งขึ้นไปอีกก็คือ
เพจหรือเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราจะต้องสามารถตอบคำถามหลักที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องการคำถามได้อย่างครอบคลุมและดูน่าเชื่อถือ
ตัวเว็บไซต์ของเราก็ต้องมีดีไซด์ที่ดี ใช้ง่าย โหลดเร็ว
ทำยังไงก็ได้ให้ที่จะสร้าง content หน้าเพจที่เมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ต click เข้ามาแล้ว เขาได้สิ่งที่เขาต้องการหาอยู่โดยที่เขาไม่จำเป็นต้อง click ย้อนกลับไปเพื่อไปหาตัวเลือกอื่นๆ จาก Google อีกรอบ

On-page SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร?

อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่า On-page SEO คือการปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นมิตรมากขึ้นทั้งต่อตัว search engine bot และผู้ใช้เว็บทั่วไป โดยจะมีทั้งในส่วนที่เป็น technical และส่วนของเนื้อหาบนเว็บไซต์ โดยในหัวข้อย่อยนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องการจัดการเนื้อหาในเว็บเพจเป็นหลัก ตามหัวข้อย่อยดังต่อไปนี้

เนื้อหาบนเว็บไซต์
แต่ละเพจในเว็บของเราควรมีเนื้อหาที่ unique ที่ไม่ซ้ำกับเพจอื่นบนเว็บไซต์ ในกรณีที่มีเพจอื่นที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กันที่สื่อสารหรือนำเสนอสิ่งเดียวกัน ก็ให้ทำการรวมให้เหลือเพจเดียว และเนื้อหาบนเว็บไซต์ก็ควรมีคุณภาพ น่าอ่าน

ปรับเปลี่ยนและสร้างเนื้อหาบนเว็บเพจให้ตอบโจทย์เจตนาของคนเสริชและการแสดงผลของ SERP
เราต้องตรวจสอบว่ากลุ่มคีย์เวิร์ดที่เราต้องการจะดันให้ติดอันดับใน Google หรือ Search Engine ตัวอื่นๆ นั้น มีการแสดงผลยังไงใน SERP (Search Engine Result Page) เช่น มีการแสดงผลเป็น Featured Snippet หรือแสดงผลเป็นรูปหรือเปล่า เป็นต้น

นอกเหนือจากนั้นเรายังสามารถใช้ข้อมูลจาก PPC (Pay Per Click) มาใช้เป็นข้อมูลประกอบในการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของเรา โดยดูว่ากลุ่มคำหรือเนื้อหาบนเว็บเพจประเภทไหนสามารถดึงดูดผู้ใช้เว็บทั่วไปให้เป็นลูกค้าผู้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเว็บเราได้

Title tags และ meta-description

Title tag คือส่วนของหน้าเว็บเพจที่เป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการติดอันดับหน้าแรก ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเลือกใช้ keywords ที่เหมาะสมใน title tag และ meta-description โดยทั้งสองส่วนคือส่วนที่แสดงผลอยู่หน้าแสดงผลการค้นหา ที่จะทำให้คนเสริชตัดสินใจว่าจะคลิกเข้ามาที่เว็บของเราหรือไม่ การเขียน meta-description ให้น่าสนใจและเชิญชวนให้คนอยากคลิกเข้ามาที่เว็บของเราจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

HTML tags

มีการใช้ HTML tags ที่เหมาะสม เช่น H1, H2 และ H3 tags เพื่อจัดลำดับโครงสร้างของเนื้อหาก็ค่อนข้างจะมีความสำคัญเช่นกัน

รูปนี้แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของ tags ของ Header ประเภทต่างๆ ที่ต้องมีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการจัด Format ของบทความ ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อให้ Google เข้าใจเพจนั้นได้ด้วย 

Image Optimization

รูปที่ใช้ในเว็บไซต์ที่ควรมีการใช้ alt tag และชื่อไฟล์ของรูปที่เกี่ยวข้องและเหมาะสม

เนื้อหาที่มีความทันต่อเหตุการณ์ อัปเดตสม่ำเสมอ

ควรมีการ update ให้เนื้อหาบนเว็บไซต์มีความทันสมัยต่อเวลาและเหตุการณ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะเนื้อหาบนเว็บเพจที่มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก

Technical SEO คืออะไร ทำยังไงได้บ้าง?

Technical SEO จะมีหลายส่วนมาก มีหลายเรื่องที่เราจะสามารถทำเพื่อช่วยทำให้เว็บไวต์ของเราติดอันดับได้ดีขึ้น หรือทำให้เมื่อคนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์แล้วไม่ได้รู้สึกว่าอยากคลิกออกไปใช้เว็บไซต์อื่น เพราะเว็บไซต์ของเรานั้นใช้ยากหรือโหลดช้าไป ปัจจัยทางด้าน technical SEO ที่ฝนจะกล่าวถึงนี้จะเป็นแค่ส่วนนึงเท่านั้นนะคะ และก็เหมือนหัวข้ออื่นๆ คือฝนจะแตะในแต่ละเรื่องอย่างคร่าวๆ แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาลงรายละเอียกลึกๆ กันต่อในบทความต่อๆ ไป

Domain

สิ่งแรกเลยที่เราต้องเช็คก็คือ เช็คดูว่าเว็บไซต์ของเรามีโดเมนเดียวหรือเปล่า

ตัวอย่างเช่น

https://noria.co.th
https://www.noria.co.th
http://noria.co.th
http://www.noria.co.th

ในกรณีอย่างนี้เราต้องเลือกมาโดเมนเดียวเท่านั้น และทำการ redirect โดเมนอื่นๆไปหาโดเมนที่เราใช้ค่ะ

และเมื่อเราเลือกโดเมนที่เราจะใช้ได้แล้ว ในกรณีที่เราจะทำใช้เว็บไซต์ของเรานั้นมี section ต่างๆ เพิ่มขึ้นมาก็ควรที่จะใช้ subfolders แทนการใช้ sub-domains

Meta robots tag และ Robots.txt

ต้องตั้งค่าให้ Seach Engine Robots เข้ามา crawl เว็บไซต์ของเราได้ ฝนเคยเจอลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเพราะเขามีเว็บไซต์ และใช้บริการ SEO กับที่อื่นมาได้ซักพัก แต่เว็บไซต์ของตัวเองไม่ติดอันดับหน้าแรกให้คีย์เวิร์ดอะไรเลยซักคำ พอเข้าไปเช็คดูก็เจอว่าใน WordPress ของเขาตั้งค่า disallow search engine robots ไว้ไม่ให้ crawl เว็บไซต์ค่ะ เป็นอะไรที่พื้นฐานมาก แต่บางครั้งเราก็แอบมองข้ามไป ถ้า robots โดน block ไม่ให้ crawl เว็บไซต์ ถึงเราจะไปสร้าง backlinks เข้ามาเยอะแค่ไหน เว็บไซต์ของเราก็ไม่สามารถติดอันดับใน Google ได้ค่ะ

Sitemap

Sitemap คือลิสต์ของเว็บเพจต่างๆ บนเว็บไซต์ของเราค่ะ โดยปกติเราก็จะใส่เพจต่างๆ ที่เราต้องการใน search engine เข้ามา crawl ไว้ใน sitemap ถ้าเป็น Google เราก็จะเอา sitemap ไป submit ใน Google Console หลังจากที่เราได้สร้าง sitemap บนเว็บไซต์ของเราเสร็จแล้วค่ะ โดยปกติเราก็จะเช็คด้วยว่าเราไม่มี เพจ 301 และเพจ 404 อยู่ใน sitemap ค่ะ

Structured Data และ Schema Markup

Structured Data คือระบบข้อมูลที่ระบุประเภทของเนื้อหาในเพจหนึ่งๆ โดยใช้ tag พิเศษที่เรียกว่า Schema Markup แทรกเข้าไปใน HTML เพื่อให้ Search Engine รับรู้ว่าได้เพจนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรและเป็นเนื้อหาประเภทไหน

Internal Linking

การลิงก์ภายในเว็บไซต์ของตัวเอง ด้วย anchor text ที่เหมาะสม จะสามารถส่งผลดีต่อการติดอันดับของหน้าเว็บเพจที่เราต้องการที่ดันให้ติดอันดับเช่นกัน

Responsive web design

การออกแบบเว็บไซต์หรือแอพลิเคชันต้องคำนึงถึงการใช้งานบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในแบบต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป

เว็บไซต์ควรมีการออกแบบให้เป็น responsive สามารถแสดงผลได้เร็วในทุกๆ เครื่องมือไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือมือถือ

CTA ที่ชัดเจน

CTA ย่อมาจาก Call to Action คือส่วนของหน้าเว็บเพจที่เชิญชวนให้ผู้ที่มาเข้าชมเว็บกระทำบางสิ่งบางอย่างบนเว็บไซต์ เช่น คลิกที่หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลล์ ส่งข้อความติดต่อผ่านแบบฟอร์ม แอดไลน์ เป็นต้น ปุ่มต่างๆ เหล่านี้ควรอยู่ที่ตำแหน่งที่เหมาะสม และเห็นได้ชัดเจน

Page Speed

เมื่อมีการขอโหลดข้อมูลแทนที่จะส่งคำร้องไปยังเซิฟเวอร์ต้นทางที่อยู่ใกล้ออกไป บริการ CDNs จะช่วยให้เราสามารถส่งคำร้องไปยังเซิฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อย่นเวลาในการส่งข้อมูลและการโหลด

หน้าเว็บเพจควรโหลดเร็วในทุกๆ device ซึ่งสามารถทำได้โดยการใช้ CDNs หรือ Content Delivery Network ทำรูปให้เล็กลง และใช้ Web Hosting ที่เชื่อถือได้

Multimedia

คำเสริชบางคำมีการแสดงผลผ่าน media ที่แตกต่างกันบน SERP (Search Engine Result Page) ดังนั้นการใช้ media ที่เหมาะสม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ

Site Structure 

ควรออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ให้สามารถโชว์เนื้อหาที่สำคัญๆ ของเว็บไซต์ได้ภายในการคลิกไม่เกิน 3 คลิกจากหน้า Homepage

Status Code

ควรมีการใช้ status code ที่ถูกต้องให้กับเพจต่างๆ บนเว็บไซต์ code หลักที่เรามักจะใช้กันก็มี 301 สำหรับ permanent redirects, 404 สำหรับเพจที่เราไม่ต้องการแล้ว ลบทิ้งไปแล้ว, 503 สำหรับเพจที่ temporally unavailable และ 200 สำหรับเพจที่ใช้งานได้ปกติอยู่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*